เลือกแท็บเล็ตสำหรับทำงาน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรากำลังอยู่ในปีที่กระแสแท็บเล็ตยังคงติดลมบน ผมสังเกตเองจากการที่คนรอบตัวที่ไม่ใช่คอเทคโนโลยีเริ่มพูดถึงแท็บเล็ตมากขึ้น (เกินครึ่งจะเป็น iPad) แม้ว่าส่วนมากที่ซื้อมาจะไม่ได้เอามาทำหน้าที่ต่างจากอุปกรณ์เดิมที่มีอยู่อย่างสมาร์ทโฟนเท่าไหร่ แถมยังมีกลุ่มใหญ่ๆ ที่ซื้อมาเล่นเกมโดยเฉพาะ แต่ก็มีคนอีกหลายกลุ่มที่เอามาปรับใช้กับการทำงาน/ชีวิตประจำวันของตัวเองมากขึ้น ล่าสุดพี่ชายผมเองก็เพิ่งถามอยู่ว่าจะซื้อแท็บเล็ตรุ่นไหนมาใช้งานดี เลยถือโอกาศสำรวจตลาดไปด้วยในตัว

นับดูจากผู้เล่นทั้งหมดในตลาดแท็บเล็ตแบ่งตามระบบปฏิบัติการก็จะมีอยู่ห้าเจ้าใหญ่ๆ คือ iOS (Apple), Android (Google),QNX(RIM), WebOS (HP) และ MeeGo (Intel) แต่ผู้เล่นที่พร้อมสำหรับตลาดในตอนนี้แล้วมีเพียงสามเจ้าแรกเท่านั้นเอง สำหรับโจทย์สำหรับการซื้อแท็บเล็ตเอามาใช้งานรับส่งเมลเป็นส่วนใหญ่เลยมีข้อแม้นิดหน่อยคือ ต้องพิมพ์งานสะดวก น้ำหนักพอพกพาได้อย่างไม่ลำบากนัก และต้องต่อ 3G ได้ (เพราะโทรศัพท์ที่ใช้อยู่คือแบล็กเบอร์รี่ที่ Tethering เน็ตให้ไม่ได้) และต้องไม่แพงมาก เลยตัดตัวเลือกได้เหลือประมาณนี้ …

  1. Apple iPad 3G รุ่นแรก – แม้น้ำหนักตัวจะค่อนข้างมากไปหน่อย (ประมาณเจ็ดขีด) แต่ด้วยความที่เปิดตัวมาเป็นเวลากว่าหนึ่งปี ทำให้ iOS มีแอพฯ สำหรับแท็บเล็ตที่ค่อนข้างพร้อมกว่าแพล็ตฟอร์มอื่นๆ อายุการใช้งานที่ค่อนข้างนาน แต่พอหักข้อเสียที่ว่าการจัดการค่อนข้างยุ่งยากเพราะต้องต่อกับ iTunes เลยทำให้ฝืดๆ หน่อยตรงที่ต้องซิงค์กับแล็ปท็อป ราคาอยู่ในระดับหมื่นกลางๆ สำหรับมือหนึ่ง และหมื่นนิดๆ สำหรับมือสอง ก็ดูจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอยู่พอตัว
  2. Samsung Galaxy Tab 7″ 3G – ถึงจะไม่ได้เป็นแท็บเล็ตเต็มตัวเหมือนกับรุ่นที่ออกมาใหม่ แต่ด้วยความที่เป็นอุปกรณ์ที่หน้าจอใหญ่กว่าสมาร์ทโฟนอยู่พอสมควรก็ช่วยให้งานเบาๆ อย่างการรับส่งเมลไม่มีปัญหานัก น้ำหนักกำลังพอดี อายุแบตอยู่ในระดับที่พอรับได้ ความเป็น Android รุ่นสำหรับสมาร์ทโฟนทำให้เรียนรู้การใช้งานไม่ลำบากนัก และมีแอพฯ ค่อนข้างครอบคลุมแล้ว ที่น่ากังวลคือเรื่องของการซัพพอร์ตในอนาคตที่ยังไม่รู้ว่าจะได้ไปต่อ 3.0 ที่เป็นระบบสำหรับแท็บเล็ตแท้ๆ หรือเปล่า แต่พอดูราคาค่าตัวที่อยู่ราวหมื่นต้นๆ ก็คุ้มค่าแล้ว
  3. BlackBerry Playbook 7″ Wi-Fi -  ตัวนี้ค่อนข้างได้เครดิตเยอะกว่ารุ่นอื่นหน่อยตรงที่เป็นแบรนด์เดียวกับมือถือที่คนถามใช้อยู่ ด้วยอินเทอร์เฟซที่ค่อนข้างใช้งานง่าย ระบบจัดการที่คนใช้แบล็กเบอร์รี่มาก่อนคุ้นเคยดี แม้จะมีข้อเสียเรื่องต่อ 3G ไม่ได้ ซึ่งชดเชยด้วยการต่อกับมือถือแบล็กเบอร์รี่เพื่อใช้งานอินเทอร์เน็ต ก็พอทำเนาในส่วนนี้ลงไปได้บ้าง ส่วนตัวเครื่องทำมาได้กระทัดรัดดีไม่แพ้ตัวข้างบน น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ดี อายุการใช้งานน้อยไปหน่อยเมื่อเทียบกับแท็บเล็ตด้วยกัน (โดยเฉพาะว่าไม่ได้ต่อ 3G ด้วย) เรื่องแอพฯ ตอนนี้ยังไม่มีอะไรใหม่นัก คงต้องรอซักพัก ส่วนการรันแอพฯ แอนดรอยด์มีให้เห็นแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าจะใช้งานได้แค่ไหน ราคาเปิดมาค่อนข้างสูง เพราะว่าไม่มีตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ร้านหิ้วเลยฟันซะ
  4. Samsung Galaxy Tab 8.9″ 3G – แท็บเล็ตแอนดรอยด์แท้ตัวบางของค่ายเกาหลีที่กำลังจะออกก็น่าสนใจเช่นกัน ด้วยขนาดที่เบากว่า iPad ในหน้าจอใกล้เคียงกัน แม้ตัวแอนดรอยด์สำหรับแท็บเล็ตจะเรียนรู้การใช้งานยากไปหน่อย และแอพฯ สำหรับแท็บเล็ตที่ยังมีไม่มากนัก แต่ด้วยราคาที่น่าจะประมาณหมื่นปลายๆ ก็นับว่าคุ้มค่าพอสมควร (จริงๆ แอบแพงไปนิดหน่อย)
  5. Apple iPad 3G 2nd Generation – พูดถึงแท็บเล็ตไปซะเยอะแล้ว ไม่พูดถึงตัวแรงที่เพิ่งออกมาสดๆ ร้อนๆ ได้อย่างไร เทียบกับตัวแรกก็บางกว่า เบากว่า แรงกว่า สำหรับการทำงานแล้วไม่ค่อยมีผลเท่าไหร่ ราคาค่อนข้างแพงกว่าชาวบ้านเขาที่เกือบสองหมื่น น่าจะอยู่ในระดับเดียวกับ Galaxy Tab ที่กำลังจะออกมา

สำหรับใครที่อยากรู้ตัวเลือกไหนที่น่าสนใจที่สุดนี่ให้เรียงตามตัวเลขเลยนะฮะ ฮ่า อิงตามราคาต่อความคุ้มค่าเป็นส่วนใหญ่ เพราะจริงๆ แล้วแท็บเล็ตที่ออกมาแล้ว หรือกำลังจะออกมีอีกหลายรุ่นให้เลือก แต่ด้วยข้อจำกัดของการพกพา แท็บเล็ตขนาด 10.1″ เลยโดนตัดทิ้งเรียบ ส่วนตัวผมเองก็สนใจอยากจะได้มา”เล่น”ซักรุ่นเหมือนกัน แอบมอง HP TouchPad มานานแล้ว กว่าจะออกคงราวไตรมาสที่สาม แถมไม่รู้จะขายในไทยไหมอีก ไว้มันออกค่อยสนใจอีกทียังไม่สาย ส่วนแท็บเล็ต Meego นี่ได้ฤกษ์เปิดตัวเต็มทีแล้ว คาดว่าเร็วๆ นี้คงเริ่มมีให้ยลโฉมทีละนิดเป็นแน่ สำหรับคนที่ยังไม่รีบร้อนอยากได้มากนัก ผมว่ารอถึงปลายปีแล้วค่อยซื้อน่าจะมีตัวเลือกที่น่าสนใจออกมาอีกเยอะ (หรือไม่ก็การหั่นราคารุ่นเก่า) แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วผมเองยังไม่เห็นความจำเป็นของแท็บเล็ตมากนัก สำหรับตอนนี้เล็งไว้ก่อนน่าจะดีกว่า

23 May, 2011  Leave a comment

Minimum Spec for “Android Experience” for Early 2011

ช่วงหลังๆ มานี้มีคนถามบ่อยว่าซื้อโทรศัพท์แอนดรอยด์รุ่นไหนดี ไอ้เราก็ใช้มาพักใหญ่ๆ แล้วจะไม่ตอบก็น่าเกลียดไป ครั้นจะให้ตอบส่งๆ ก็ละอายใจตัวเอง แต่ถ้าจะให้ต้องมาไล่ถามว่าอยากได้แบบไหน งบเท่าไหร่ อะไร ยังไง ก็ดันขี้เกียจอีก ผิดที่มันออกมาหลายรุ่นเกิน เลือกยากเกิน คิดไปคิดมาเลยตัดสินใจเขียนเป็นบอกสเปกขั้นพื้นฐานแบบที่ใช้งานได้สบายๆ ละกัน

  • หน้าจอขนาดเริ่มต้นที่ 3.2″ : เริ่มที่สำคัญที่สุดเลยนั่นคือหน้าจอ … จากการใช้งานตั้งแต่ขนาด 2.8″ ไล่ไปจนถึง 5″ พบว่าหน้าจอที่ขนาดกำลังพอดีมือคือช่วงประมาณ 3.5″-3.7″ แต่ ณ ปัจจุบันโทรศัพท์ที่มีหน้าจอขนาดเท่านั้นก็ยังไม่ได้ถูกเท่าไหร่ ดังนั้นถ้าเลือกได้หน้าจอก็อย่าต่ำไปกว่า 3.2″ เลย แค่นี้ก็จิ้มคีย์บอร์ดลำบากพอแล้ว แถมถ้าจอเล็กกว่านี้จะไปพบปะกับสเกลหน้าจอประหลาดที่มีปัญหากับแอพฯ อีกด้วย
  • ความละเอียด HVGA (320×480) : เรื่องสเกลของหน้าจอนี่แหละ สำคัญไม่แพ้กับหน้าจอ เนื่องจากในตลาดแอนดรอยด์มีขนาดหน้าจอมากมายก่ายกองมากไล่ตั้งแต่เล็กไปใหญ่ก็เป็น QVGA, HVGA, WVGA, FWVGA, แล้วยังมีไซส์ใหม่คือ qHD อีกตะหาก แต่เวลาเลือกโทรศัพท์กรุณาเลือกเจาะจงไปที่ HVGA, WVGA เพราะจะไม่ค่อยมีปัญหากับแอพฯ มากนัก ส่วนในอนาคตใกล้ๆ นี้ แอพฯ ที่รองรับ qHD คงเพิ่มขึ้นตามอุปกรณ์ที่กำลังทยอยออกเป็นเงาตามไป
  • CPU 600MHz w/ GPU : จริงๆ ไม่ได้ตั้งใจเจาะจงความเร็ว CPU เท่าไหร่หรอก แค่ความเร็วที่เอามาบอกเนี่ยมันเป็นตัวล่างสุด เท่าที่จะมีการ์ดจอ (GPU) แบบใช้งานได้จริงแล้ว อย่างน้อยๆ ก็เล่น Angry Birds ได้สบายๆ แต่ถ้าอยากใช้งาน Adobe Flash คงต้องอัปเกรดกันหน่อยเพราะว่าขานั้นเค้าเริ่มต้นขั้นต่ำที่ 1GHz แบบ ARMv7 ด้วยนะ (แต่ก็ยกเว้น Moto Milestone ไว้ตัวนึง)
  • RAM 256MB : แรมในเครื่องยิ่งเยอะก็ยิ่งทำให้ใช้งานได้ลื่น แถมเปิดหลายโปรแกรมได้สบายๆ อีก แต่ทั้งนี้ระบบของแอนดรอยด์เองพอเปิดเครื่องมาก็กินแรมไปอย่างน้อย 100MB+ แล้วแต่รุ่นไป ทีนี้แอพฯทั่วไปก็ใช้แรมตั้งแต่ 4MB-20MB+ แถมยังมีหลายตัวที่รันเป็น Service อีกตะหาก เท่าที่ลองใช้งานมาหลายรุ่นพบว่าต่ำกว่า 256MB นี่ไม่ไหวแล้วจริงๆ (จริงๆ อยากจะให้เป็น 384 ด้วยซ้ำ)
  • ROM 512MB : นับวันแอพฯ บนแอนดรอยด์ก็ใหญ่เอา ใหญ่เอา แถมแค่ไฟล์ระบบก็กินเนื้อไปที่ 100-200MB แล้ว ครั้นลงแอพฯ แป๊ปเดียวแล้วเต็มคงไม่ดีนัก ดังนั้นมีไว้ซัก 512MB กำลังดีเอย (ต่อไปคงเริ่มต้นที่ 2GB)
  • Battery 1,200 mAh : สำหรับผู้ที่ไม่เคยใช้แอนดรอยด์มาก่อนคงไม่รู้ว่าอัตราการใช้พลังงานของแอนดรอยด์เป็นเช่นไร เราขอบอก ณ ที่นี้เลยว่ามัน … สูบแบตฯมาก! ยิ่งจอใหญ่ยิ่งกินแบตฯ ล้างผลาญ โดยเฉพาะ SuperAMOLED ที่เคลมว่ากินไฟน้อย ก็กินไฟไม่บันยะบันยังเหมือนกันนั่นแหละ ดังนั้นเลือกเยอะๆ ไว้ก่อน เพื่อให้โทรศัพท์ของคุณมีชีวิตรอดครบวัน
  • and Other thing : คือเซนเซอร์ทั้งหลายแหล่ที่จำเป็น ซึ่งเซนเซอร์ไฮโซอย่าง Ambient Light Sensor หรือ Proximity Sensor หรือไฮโซขั้นสุดอย่าง Three-Axis Gyro เราคงไม่จำเป็นเท่าไหร่นัก แต่ที่จำเป็นคือ Accelerometer  ตะหาก ส่วนที่เหลือก็ตามสภาพอย่าง GPS, WiFi ซึ่งน่าจะมีมาให้ทุกเครื่องอยู่แล้ว

เท่าที่เช็คดู โทรศัพท์รุ่นที่มีสเปกพื้นฐานประมาณนี้ก็อยู่ในกลุ่มราคาต่ำกว่าหมื่นพอสมควร อันนี้ต้องขอบคุณประเทศจีนจริงๆ ที่ช่วยดึงราคาสมาร์ทโฟนลงมาได้ขนาดนี้ … ส่วนใครจะถามอะไรเพิ่มเติมก็ทิ้งคำถามไว้ได้นะฮะ ถ้าตอบได้จะกลับมาตอบ ฮ่า :3

28 March, 2011  Leave a comment

How to Fix “Awesome Bar” on Firefox 4

สำหรับคนที่เพิ่งอัปเกรดมาใช้ Firefox 4 และชินกับการใช้งานฟีเจอร์สุดเจ๋งอย่างนึงของ Firefox 3.x นั่นคือ Awesome Bar ที่จะช่วยคิดว่าคีย์เวิร์ดที่พิมพ์ลงไปบน Address Bar ว่าต้องการเข้าเว็บไซต์ใด และนำไปที่เว็บไซต์นั้นทันที มีหลักการทำงานสองแบบคือ “Browse by name” และ “I’m Feeling Lucky” ที่จะเอาคีย์เวิร์ดที่พิมพ์ไปค้นหาผ่านกูเกิลทั้งสองแบบ ต่างกันตรงที่ว่าแบบแรกจะตรวจสอบว่าคีย์เวิร์ดที่เราพิมพ์ไปเป็นชื่อเว็บไซต์ หรือข้อมูลอื่นๆ เช่นถ้าพิมพ์ “you” ก็จะนำไปยังเว็บไซต์ YouTube พิมพ์ “news yahoo” ก็จะนำไปยังหน้า news.yahoo.com แต่ถ้าหากพิมพ์ไปแค่ “F” จะไม่นำไปยังเว็บไซต์ แต่จะไปยังหน้าค้นหาของกูเกิล ส่วนแบบหลังไม่ว่าพิมพ์คีย์เวิร์ดอะไรเข้าไปก็จะนำไปยังเว็บไซต์อันดับแรกสุดของคีย์เวิร์ดนั้นเสมอๆ อย่างเวลาที่พิมพ์ “F” ที่แบบแรกจะนำไปยังผลการค้นหา แบบหลังนี้จะนำไปยังเว็บไซต์ finance.yahoo.com ก็เลือกใช้ตามความชอบกันไป

ทีนี้เรื่องมันเริ่มยุ่งยากตอนที่ Firefox 4 ที่เพิ่งปล่อยตัวจริงให้ดาวน์โหลดกลับปิดฟีเจอร์นี้ไปซะดื้อๆ เวลาที่พิมพ์คีย์เวิร์ดลงไปบน Address Bar ก็จะนำไปสู่หน้าผลการค้นหาของกูเกิลเสมอๆ เรียกได้ว่าถอยหลังลงคลองเลยทีเดียว แต่โชคดีที่ฟีเจอร์นี้ไม่ได้หายไป เพียงแค่ถูกซ่อนไว้เท่านั้น มีวิธีการนำกลับมาดังนี้

  1. เข้าไปที่หน้าตั้งค่าขั้นสูงด้วยการพิมพ์ about:config ที่ Address Bar และกดยืนยันเข้าไปสู่หน้าตั้งค่า
  2. พิมพ์ keyword.URL ที่ Filter เพื่อค้นหาการตั้งค่าการค้นหาคีย์เวิร์ดที่ Address Bar
  3. ดับเบิลคลิกที่การตั้งค่า จะมีช่องให้ใส่ให้เลือกระหว่าง http://www.google.com/search?ie=UTF-8&oe=UTF-8&sourceid=navclient&gfns=1&q= สำหรับการตั้งค่าให้ค้นหาคีย์เวิร์ดแบบ Browse by name หรือใส่ http://www.google.com/search?btnI=I%27m+Feeling+Lucky&ie=UTF-8&oe=UTF-8&q= สำหรับการตั้งค่าให้ค้นหาคีย์เวิร์ดจาก I’m Feeling Lucky

เท่าที่ลองหาดู พบว่ามีคนประสบปัญหานี้หลายคนจนไปเจอกับส่วนเสริม LuckyBar นี้เข้า ซึ่งจะทำให้ฟีเจอร์ Awesome Bar ใน Firefox 4 กลับไปทำงานเหมือน Firefox 3.x ทุกประการ แต่วิธีการด้านบนน่าจะเหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากลงส่วนเสริมเพิ่มแล้ว ซึ่งวิธีการตั้งค่าก็ไม่ยากเท่าไหร่

ตอนนี้ที่สงสัยคือว่า … ทำไม Mozilla ถึงได้ปรับฟีเจอร์ดีๆ แบบนี้ให้มันแย่ลงล่ะ ?

24 March, 2011  2 Comments

« older posts newer posts »